เจาะลึก! แผลเป็นสิว

เพราะสิวหายแล้วแต่รอยยังไม่หาย รอยแผลหลังเกิดสิวเป็นแบบใดได้บ้าง? 

ถึงสิวจะหายแล้วแต่รอยสิวยังคงหลอกหลอน ทำให้ผิวหน้าดูไม่กระจ่างใส รู้หรือไม่ว่าคนแต่ละคนนั้นหลังจากสิวหายแล้วจะกลายเป็นรอยสิวในลักษณะที่แตกต่างกันไปตามสภาพผิวของแต่ละคน หากยิ่งมีผิวสีเข้ม ยิ่งทำให้รอยสิวหายช้าอีกด้วย

 

รอยแผลเป็นสิวมีได้หลายชนิดดังต่อไปนี้

1.รอยแดงสิว (acne redness) ลักษณะเป็นรอยสีชมพูหรือม่วงบนผิวหนัง เป็นรอยราบไปกับผิว หลังจากสิวหายแล้วช่วงแรกจะกลายรอยแดงก่อนจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นรอยดำ 

2.รอยดำสิว (Post Inflammatory hyper pigmentation) มองเห็นเป็นรอยคล้ำเรียบสีดำหรือน้ำตาลเข้ม มักพบในคนผิวสีเข้มหรือคนที่มีผิวแทนได้ง่าย ยิ่งเป็นสิวขนาดใหญ่ รอยดำจะยิ่งเข้มมาก และยิ่งรอยดำสิวเข้มมากเท่าไร ยิ่งใช้ระยะเวลาในการรักษานานมากเท่านั้น 

3.รอยด่างขาว (Post Inflammatory hypo pigmentation) หลายคนอาจไม่รู้จักรอยด่างขาวที่เกิดหลังจากเป็นสิว แท้จริงแล้วหลังจากผิวหนังเกิดการอักเสบ ก็สามารถกลายเป็นรอยด่างขาวได้ (ไม่จำเป็นต้องเป็นรอยดำเพียงอย่างเดียว) เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีหรือ เมลาโนไซต์บาดเจ็บหรือตายไปในบริเวณนั้น ทำให้ไม่สามารถสร้างเม็ดสีผิวเดิมได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิดเป็นรอยด่างขาวขึ้นมาได้

4.แผลเป็นนูน (hypertrophic scar or keloid scar) ในบางคนอาจเกิดแผลเป็นนูนขึ้นมาหลังจากสิวหายได้ สาเหตุการเกิดนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มักเกิดแผลเป็นนูนหลังจากสิวหายได้ในบริเวณจมูก คาง หน้าอกและหลัง ในบางรายที่เป็นแผลนูนขนาดใหญ่กว่าแผลเดิมมาก เราจะเรียกว่าแผลคีลอยด์

5.แผลหลุมสิว (acne scar) เป็นแผลที่ไม่เรียบเนียนไปกับผิว เกิดเป็นหลุมในรูปแบบแตกต่างกันออกไป สาเหตุของการเกิดหลุมสิวมาจากกระบวนการซ่อมแซมคอลลาเจนของผิวหลังจากสิวหายนั้นผิดปกติไป จนเกิดความไม่เรียบเนียนของผิวแบบถาวรขึ้นมาได้

แผลหลุมสิวมี 3 แบบด้วยกัน

5.1 Boxcar แบบกล่อง จะมีรูปร่างคล้ายกล่องสี่เหลี่ยม มักเป็นแผลหลุมสิวที่มีขนาดใหญ่

5.2 Icepick แบบหลุมจิก  จะมีรูปแผลด้านบนขนาดเล็กแต่ฐานของแผลลึก เป็นแผลเป็นชนิดที่รักษาได้ยากที่สุด

5.3 Rolling scar แอ่งกระทะ เป็นรอยหลุมโค้งคล้ายกระทะขนมครก

การรักษารอยแผลเป็นสิว สามารถทำได้หลากหลายวิธี

1.ผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peel)

เป็นการใช้ตัวยาเพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิว ตัวยาแต่ละชนิดจะให้ประสิทธิภาพในการผลัดเซลล์ผิวที่แตกต่างกัน ในคนไทยจะแนะนำเฉพาะตัวยาที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นตื้น (very superficial depth of peel) เนื่องจากคนไทยมีสีผิวเข้ม การผลัดเซลล์ผิวที่ทำลายชั้นผิวมากเกินไปอาจก่อให้เกิดรอยดำจากการผลัดเซลล์ผิวเพิ่มขึ้นมาได้ อาจใช้ Alpha hydoxy acid (AHA) ไม่เกิน 8% ทาลงบนผิวหนังสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นตื้น จะช่วยลดรอยสิวได้

2.กรอผิว (Dermabrasion) เป็นการผลัดเซลล์ผิวด้วยและปรับหลุมสิวให้เรียบเนียนด้วยหลักการทางกายภาพ มักใช้เกร็ดอัญมณีขนาดเล็กพิเศษในการกรอผิว (คล้ายคลึงกับการสครับผิวนั่นเอง) เป็นวิธีการเริ่มแรกในการรักษารอยหลุมสิว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่เรียบเนียนขึ้นมา เป็นวิธีการที่ไม่เจ็บและแทบไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง แต่จำเป็นต้องใช้การรักษาต่อเนื่องกว่า 10 ครั้งขึ้นไปจึงจะเห็นความแตกต่างในหลุมสิวที่เป็นไม่มาก

3.กระตุ้นคอลลาเจนใหม่ด้วยเข็มขนาดเล็ก (microneedle) เป็นการใช้เข็มขนาดเล็กเข้าไปทำให้เกิดแผลบนผิว หลังจากนั้นผิวจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้น ผิวจึงแลดูใสและเรียบเนียนขึ้น ข้อเสียของ microneedle คือความลึกของการรักษา เนื่องจากใช้เข็มที่มีขนาดเล็ก หากเป็นหลุมสิวลึกการรักษานี้อาจไม่ค่อยเห็นผลเท่าไรนัก

4.การรักษาด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยเลเซอร์สำหรับรอยสิวหรือหลุมสิวถือเป็นวิธีการรักษาที่เห็นผลที่สุด ยกเว้นเพียงแค่หลุมสิวแบบจิกที่มีความลึกมากๆ การรักษารอยสิวสามารถใช้เลเซอร์แบบที่ไม่ก่อให้เกิดแผล (non-ablative Laser) ในการรักษาได้ เช่น IPL , Q-switch , pico toning laser เป็นต้น เลเซอร์เหล่านี้จะเข้าไปลดเม็ดสีเมลานินที่มีจำนวนมากกว่าปกติ ทำให้ผิวกลับสู่สภาพเดิม สำหรับการรักษาหลุมสิวจำเป็นต้องใช้เลเซอร์แบบก่อให้เกิดแผล (ablative Laser) เพื่อช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในผิวชั้นหนังแท้ให้สร้างขึ้นมาใหม่จนผิวกลับมาเรียบเนียนคล้ายเดิม เช่น Fractional Co2 , Fine scan , fraxel , e-matix เป็นต้น แต่ในปัจจุบันมีอีกหนึ่งชนิดเลเซอร์ที่ไม่ก่อให้เกิดแผลแต่สามารถรักษาหลุมสิวได้เช่นเดียวกันนั่นก็คือการใช้ Fractional Picosecond Laser เพื่อเข้าไปกระตุ้นคอลลาเจนในผิวชั้นหนังแท้ได้เหมือนกันนั่นเอง (คลิกที่นี่เพื่อรับข้อมูล Picosecond Laser เพิ่มเติม)

5.การเย็บแผลหลุมสิว (Punch Excision) ในรายที่เป็นแผลเป็นหลุมสิวจิกลึกมาก หรือแผลหลุมสิวแบบกล่องขนาดใหญ่ การเลเซอร์อย่างเดียวอาจทำให้รอยแผลหลุมสิวหายไม่ดีเท่าที่ควร จึงเกิดการเย็บหลุมสิวขึ้นเพื่อทำให้แผลเป็นหลุมสิวขนาดใหญ่หายไปได้ 

6.การตัดพังผืด (Subsicion) เป็นการใช้เข็มเข้าทะลวงพังผืดที่ยึดเกาะผิวหนัง เห็นผลดีในหลุมสิวชนิดแอ่งกระทะ 

7.การรักษาร่วมกัน (Combination therapy) การรักษาร่วมกันหลายวิธีถือเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ประสบความสำเร็จสูงที่สุด เนื่องจากในคนเป็นหลุมสิว  1 คน ย่อมมีหลุมสิวหลายแบบบนผิวหนัง

ทางที่ดีที่สุดในการรักษารอยสิวและหลุมสิวคือการป้องกันการเกิดสิวและรีบรักษาสิวไม่ให้อักเสบมากจนเกิดแผลเป็นขึ้นได้ หากเป็นสิวอักเสบบนใบหน้าหลายจุด อย่ามัวปล่อยให้หายเอง เรามีคำแนะนำด้านวิธีการรักษาสิวทั้งแบบดูแลได้เองที่บ้านและที่คลินิก (หากต้องการรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาคลิก)

© 2020 by ACE clinic Thailand. 

  • White Instagram Icon
  • w-facebook